แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2562


ประโยชน์ของการแกว่งแขน ที่ไม่ได้มีดีแค่ลดพุง แต่ช่วยรักษาโรคได้เพียบ!!

หลายคนคงสงสัย “แค่ยืนแกว่งแขนเฉยๆ จะให้ผลลัพธ์ที่ดีเลิศแก่ร่างกายได้อย่างไร?” คำถามนี้เป็นคำถามที่ดีมาก และตอบตรงนี้เลยว่าไม่ใช่แค่พุงที่ยุบลงไปเท่านั้น แต่การแกว่งแขนยังมีประโยชน์มากมายอีกเพียบ อยากรู้ว่าคืออะไร และวิธีการแกว่งแขนที่ถูกต้องต้องทำอย่างไร ตามมาดูได้เลย

ประโยชน์ของการแกว่งแขน

1. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก

แพทย์จีนแผนโบราณเชื่อว่า…สิ่งที่เป็นปัญหาสุขภาพภายในร่างกายเกิดมาจาก “เลือดลม” เป็นหลัก เพราะหากเลือดลมภายในร่างกายของเราผิดปกติ โรคต่างๆ มากมายก็จะถาโถมเข้ามา แต่ “การแกว่งแขน” นี่ละที่จะช่วยให้เลือดลมภายในไหลเวียนได้สะดวกมากขึ้น และไม่ติดขัดเอาได้ง่ายๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะช่วยเปลี่ยนสภาพอวัยวะที่ผิดปกติให้กลับมาเป็นแข็งแรงอีก ครั้งได้อย่างแน่นอน

2. ระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดีขึ้น

บริเวณรักแร้ คือ ชุมทางของต่อมน้ำเหลือง การกระตุ้นให้น้ำเหลืองไหลเวียนดีขึ้นด้วยการแกว่งแขน พร้อมๆไปกับการหายใจลึกๆ จะช่วยให้ต่อมน้ำเหลืองได้ขยับ และทำให้น้ำเหลืองไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ดียิ่งขึ้น

เมื่อระบบน้ำเหลืองทำงานได้ดี  ม้าม ต่อมทอนซิล ต่อมไธมัส ท่อน้ำเหลือง ซึ่งเป็นระบบที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อทำความสะอาด ขนถ่ายของเสียและพิษที่สะสมในร่างกาย ก็จะทำงานได้ดีขึ้นด้วย

3. เพิ่มภูมคุ้มกันร่างกาย

เมื่อระบบน้ำเหลืองดี การสร้างเม็ดเลือดขาวแอนตี้บอดี้ของระบบภูมิคุ้มกันก็จะทำงานได้ดีขึ้น  ทำให้อาการเจ็บป่วยที่คุณกำลังเป็นอยู่ทุเลาลง หรือมีสุขภาพที่แข็งแรงมากขึ้นได้นั่นเอง

4. ช่วยลดน้ำหนัก

การขยับร่างกายไปมา ย่อมทำให้คุณใช้พลังงานได้มากยิ่งขึ้น เผาผลาญพลังงานได้ดี และช่วยลดความอ้วนได้นั่นเอง แกว่งแขนต่อกัน แค่ 10 นาที ก็ช่วยลดพุงได้แล้ว

5. ลดความดันโลหิตสูง ลดการสะสมของไขมัน รักษาน้ำตาลในกระแสเลือด ชะลอการเสื่อมของเข่า และลดอาการปวดคอ บ่า ไหล่จากออฟฟิศซินโดรม
การแกว่งแขนติดต่อกันแค่ 10 นาที ให้ประโยชน์ต่อคุณแค่เพียงเรื่องการออกกำลังกายเท่านั้น แต่หากต้องการบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บ ลดความดันโลหิตสูง ลดไขมัน รักษาระดับน้ำตาลในเลือด ชะลอการเสื่อมของเข่า ลดอาการปวดคอ ปวดบ่า ปวดไหล ควรจะต้องทำติดต่อกันให้นานกว่านั้นและทำบ่อยๆ

6. ลดไขมันท้องแขน

หากใครคนไหนมีท้องแขนย้วย ไขมันย้อย อยากจะลดแขนด้วยการแกว่งแขนก็สามารถทำได้ แต่ให้เพิ่มน้ำหนักด้วยดัมเบลหรือขวดน้ำขนาดพอดีมือเข้าไปหน่อย รับรองว่าทั้งสุขภาพดีแล้วมีแขนเรียวได้แน่นอน

เตรียมตัวก่อนแกว่งแขน

1. สวมเสื้อผ้าที่ไม่คับหรือรัดแน่นเกินไป
2. อบอุ่นร่างกายด้วยการสะบัดแขน มือ และเท้าสักครู่ พร้อมหมุนศีรษะ เพื่อให้กล้ามเนื้อและร่างกายผ่อนคลาย และพร้อมต่อการแกว่งแขน การเตรียมพร้อมที่ดีจะช่วยให้ได้รับประโยชน์จากการแกว่งแขนที่มากขึ้น

วิธีการแกว่งแขนที่ถูกต้อง

การแกว่งแขนให้ได้ประโยชน์ต้องทำอย่างถูกวิธี ดังต่อไปนี้

 1. ยืนตรง เท้าทั้งสองข้างแยกออกจากกันประมาณช่วงไหล่ ปล่อยมือทั้ง 2 ข้างลงข้างลำตัว ไม่เกร็ง แต่เรียงนิ้วมือให้ชิดกัน หันอุ้งมือไปข้างหลัง

2. หดท้องน้อยเข้า เอวตั้งตรง เหยียดหลัง ผ่อนคลายกระดูกลำคอ ศีรษะ และปาก

3. จิกปลายนิ้วเท้าไปกับพื้น ส่วนส้นเท้าก็ให้ออกแรงเหยียบลงบนพื้นให้แน่น แรงจนรู้สึกกว่ากล้ามเนื้อที่โคนเท้าและท้องตึง

4. สายตามาองตรงไปยังจุดใดจุดหนึ่ง ตั้งสมาธิให้ดี สลัดความกังวลหรือความนึกคิดต่างๆ ออกให้หมด รวทสมาธิเอาไว้ที่เท้าเท่านั้น

5. ยกมือแกว่งแขนไปข้างหน้าเบาๆ  แกว่งแขนให้ทำมุมกับลำตัวประมาณ 30 องศา นับจำนวนครั้งไปเรื่อยๆ อย่าลืมออกแรงส้นเท้าและลำแขนด้วย
ส่วนเวลาแกว่งแขนกลับไปด้านหลังให้ออกแรงมากหน่อย โดยให้ความสูงของแขนถึงลำตัวประมาณ 60 องศา

จะเห็นได้ว่า การแกว่งแขนอยู่กับที่ก็มีประโยชน์ไม่น้อย ดีกว่านั่งเพลินๆดูโทรทัศน์ ปากเคี้ยวขนมเป็นไหนๆ ทำน้อยก็ได้แค่การออกกำลังกาย แต่ถ้าทำมากก็ช่วยป้องกันโรคได้เป็นอย่างดี ถ้ามือของคุณกำลังว่างอยู่มาแกว่งแขนไปกับเราเถอะค่ะ จะได้มีทั้งหุ่นที่สวยไปพร้อมๆกับสุขภาพดีๆที่หาซื้อที่ไหนไม่ได้เลย
0

วันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2562


หนุ่มสาววัยทำงานเกือบทุกคนคงต้องเคยเผชิญ กับการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เช่นปวดคอ บ่า ไหล่ สะบัก หรือหลัง ถ้าอาการดังกล่าวสามารถหายได้ภายใน 2-3 วัน เมื่อพักผ่อน ทายา หรือทานยา อาการปวดดังกล่าว ก็ไม่เป็นปัญหา
แต่ถ้าอาการปวดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง มีการเพิ่มความรุนแรงและความถี่ขึ้นเรื่อยๆ ให้สงสัยได้เลยว่าคุณได้มีอาการ ของ ”โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง หรือ Myofascial Pain Syndrome” แล้ว ซึ่งหากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา ให้ถูกวิธี จะทำให้มีอาการมากขึ้น จนเกิดโรคอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น โรคปวดศีรษะเรื้อรัง โรคไมเกรน โรคความดัน โลหิตสูง อาการนอนไม่หลับ กล้ามเนื้ออ่อนแรง โครงสร้างร่างกายผิดปกติ เป็นต้น
ปัจจุบันมี ประชากรกว่าร้อยละ 30 มีปัญหาเรื่องโรคปวดเรื้อรัง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ทำงานในสำนักงาน ที่ต้องนั่งทำงานและใช้ คอมพิวเตอร์นานๆ โดยสาเหตุที่ทำให้มีการปวดมีอาการเรื้อรัง เกิดจากการหดเกร็ง สะสมของกล้ามเนื้อ จนเป็นก้อนเล็กๆ ขนาด 0.5-1 ซม. ที่เรียกว่า Trigger Point หรือจุดกดเจ็บ จำนวนมาก ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อและเยื่อ พังพืด การเกิด Trigger Point ทำให้กล้ามเนื้อนั้นขาดเลือดและออกซิเจน เข้าไปเลี้ยง จนทำให้เกิดการอักเสบ และเกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณที่มี Trigger Point โดยการอักเสบ ของ Trigger Point จะส่งอาการปวดไปที่กล้ามเนื้อบริเวณจุดรวมของ Trigger Point และบริเวณใกล้เคียง
การรักษาด้วย การทานยา ทายา การนวด หรือการใช้ความร้อน เพียงทำให้กล้ามเนื้อส่วนบนมีการ คลายตัว แต่ไม่สามารถสลายจุด Trigger Point ได้ ดังนั้นอาการปวดเพียงดีขึ้นชั่วคราว หลังจากนั้น 2-3 วัน ก็จะกลับมาปวดอีก เนื่องจากยังมีการอักเสบของจุด Trigger Point ภายในกล้ามเนื้อและเยื่อพังพืดยังมีอยู่
อาการที่แสดงออกเด่นชัดของโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง คือ
มีอาการปวดร้าวลึกๆ ของกล้ามเนื้อ ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยอาจปวดตลอดเวลา หรือปวดเฉพาะเวลาทำงาน
ความรุนแรงของการปวด มีได้ตั้งแต่แค่เมื่อยล้าพอรำคาญ จนไปถึงปวดทรมานจนไม่ สามารถขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดได้
บางกรณีมีอาการชา มือและขาร่วมด้วย บางรายมีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง อาการนอนไม่หลับ
มีอาการผิดปกติของโครงสร้างร่างกาย เช่นไหล่สูงต่ำไม่เท่ากัน หลังงอ คอตก ขาสั้นยาวไม่เท่ากัน
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง คือ
ท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม
ลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวต่อเนื่องนานๆ เช่นการใช้คอมพิวเตอร์
การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อซ้ำๆ
การทำงานที่มีการใช้กล้ามเนื้อท่าเดียวกันซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง
การทำงานของกล้ามเนื้อมากเกินไป ขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ
การขาดดูแลและการบริหารกล้ามเนื้อ
ในปัจจุบัน การรักษาโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง หรือ MPS สามารถรักษาได ้ โดยวิธีการรักษา ที่เรียกว่า “Trigger Point Therapy” ซึ่งใช้การรักษาเพียงอาทิตย์ละครั้ง ประมาณ 4-6 ครั้ง ก็สามารถทำให้อาการปวดเรื้อรังที่รบกวนอยู่ทุกวันหายได้
หลักในการรักษาแบบ Trigger Point Therapy คือ
ลดอาการปวดที่เกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ รักษาที่สาเหตุของการปวดแบบเรื้อรัง โดยการสลาย Trigger Point
ป้องกันการกลับมาของ Trigger Point โดยการให้ความรู้ในการทำงานที่ถูกต้อง และการดูแลกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี
การรักษาแบบ Trigger Point Therapy แบ่งการรักษาออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ
การสอบถามประวัติการปวด และตรวจหาจุด Trigger Point ที่ซ่อนอยู่ในกล้ามเนื้อและเยื่อพังพืด
การทำให้กล้ามเนื้อส่วนบนเหนือ Trigger Point ที่มีการหดเกร็ง คลายตัวลงเพื่อลดอาการปวด
เมื่อ การเกร็งคลายลง แพทย์จะใช้การกดจุด กดไปที่จุด Trigger Point ที่อยู่ในบริเวณที่ปวด เพื่อทำให้เกิดการคลายตัว และเพื่อนำเลือดและออกซิเจน ไปที่จุด Trigger Point เพื่อลดการอักเสบ
หลังการรักษา 4-6 ครั้ง จุด Trigger Point จะคลายตัวลง เป็นกล้ามเนื้อปกติ จนไม่สามารถใช้มือตรวจเจอได้ จะทำให้วัฐจักรการปวดสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้โรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง กลับมาเป็นอีก ผู้ป่วยต้องดูแลและบริหาร กล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง และมาพบแพทย์อายุรเวทเพื่อตรวจสภาพกล้ามเนื้อ ปีละครั้ง ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง
0

author เก้าอี้มหัศจรรย์หรือแท่นยืนเพื่อสุขภาพ ยืดเส้น ปวดหลัง ปวดขา

Add Friend กดทัก แท่นยืนเพื่อสุขภาพ